นานาสาระประชากร

เดินหนีตาย

ปราโมทย์ ประสาทกุล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

    อังคารที่ 1 มกราคม 2556

    กาลเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เมื่อปลายปี 2554 น้ำยังท่วมเข้าไปในบ้านผมที่ศาลายาถึงระดับเอว ต้นปีกลายผมยังวุ่นอยู่กับการทำความสะอาดและซ่อมบ้านที่เสียหายเพราะน้ำท่วม ปีที่แล้วเป็นปีที่เรามีความสุขด้วยกันทั้งปี เพราะเลขปี พ.ศ.ออกเสียงเป็นเสียงหัวเราะว่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า แถมยังหัวเราะคูณสองเสียด้วยคือเป็นปี สอง ห้า ห้า ห้า

    ปีกลายตรงกับ ค.ศ.2012 เอา 4 หารได้ลงตัวจึงเรียกว่าเป็นปีอธิกสุรทิน คือเป็นปีที่เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน ทั้งปีจึงมี 366 วัน ปีที่แล้วนับเป็นปีที่มีตัวเลขน่าตื่นเต้น วันที่ 12 เดือน 12 (ธันวาคม) ปี 12 (12/12/12) เป็นเลขสวย มีคนจัดพิธีแต่งงานกันมากมาย ได้ข่าวว่าห้องจัดงานตามโรงแรมใหญ่ ในกรุงเทพฯ ถูกจองจัดงานแต่งงานเต็มหมด อีก 9 วันต่อมา ถึงวันที่ 21 เดือน 12  ปี 12 (21/12/12)  ก็ถึงกำหนดวันสิ้นโลก เพราะเป็นวันสิ้นสุดของปฏิทินชาวเผ่ามายัน ผู้คนจำนวนมากเชื่ออย่างนั้นและต่างวิตกกังวล แต่ปรากฏว่าวันสิ้นโลกผ่านไปโดยโลกยังอยู่เป็นปกติ โลกไม่แตกตามคาด เป็นเหตุการณ์ที่คล้ายกับเมื่อ 12 ปีก่อนตอนที่เปลี่ยนสหัสวรรษ จาก ค.ศ. 1999 เป็นปี 2000 ตอนนั้นคนก็กลัวกันมากว่าจะเกิดวิกฤตินานาประการ แล้ววันขึ้นสหัสวรรษใหม่ก็ผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนกับวันสิ้นโลกเมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้ว

    นับเป็นสีสันของโลก ที่เปลี่ยนวันเปลี่ยนปีก็มีอะไรมาให้ผู้คนได้ตื่นเต้นกันเล่น

    เดินเช้าแรกของปี

    เมื่อเช้านี้ ผมเดินออกกำลังกายในสนามกีฬาของมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ตามกิจวัตรที่ปฏิบัติอยู่เป็นประจำทุกเช้า (ยกเว้นวันที่ฝนตก และวันที่ต้องเดินทางออกนอกพื้นที่แต่เช้า) แต่วันนี้ผมมาถึงสนามค่อนข้างสาย แปดโมงแล้ว แสงแดดเริ่มแรงขึ้น

    เหตุการณ์ธรรมชาติของวันขึ้นปีใหม่ยังคงเป็นปกติเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา ดวงอาทิตย์ยังคงขึ้นทางทิศที่เราขนานนามว่า “ทิศตะวันออก” จะมีสิ่งผิดปกติไปบ้างก็คงเป็นที่เช้าวันนี้ผมเดินอยู่ในสนามกีฬาคนเดียว ปกติทุกๆ เช้าจะมีคนรักสุขภาพมาเดินวิ่งออกกำลังกายที่สนามกีฬาแห่งนี้นับสิบคน หรือว่าเป็นเพราะผมมาสาย คนอื่นๆ มา แล้วก็กลับกันไปหมดแล้ว หรือว่า พวกเขาฉลองปีใหม่กันจนดึกดื่น จึงนอนชดเชยไม่ตื่นขึ้นมานอน

    ผมชอบเดินที่สนามกีฬาแห่งนี้เพราะลู่วิ่งปูด้วยพื้นสังเคราะห์ ราบเรียบและสม่ำเสมอ เดินแล้วนุ่มเท้า ไม่ต้องกลัวสะดุดอะไร แต่ละลู่มีเส้นขีดแบ่งลู่ไว้ชัดเจน มีเลขกำกับไว้ทั้ง 8 ลู่ สนามกีฬามาตรฐานทุกแห่งลู่วิ่งรอบหนึ่งจะมีระยะทาง 400 เมตร เพราะฉะนั้น ถ้าเดินในสนามกีฬามาตรฐานอย่างนี้ เราก็รู้ระยะทางได้ และเราก็จะคำนวณอัตราความเร็วของการเดินของเราได้ ผมเคยเดินวันละ 10 รอบสนาม ซึ่งก็จะได้ระยะทาง 400 x 10 เท่ากับ 4,000 เมตร หรือ 4 กิโลเมตร เดี๋ยวนี้อายุมากขึ้น จึงต่อรองกับตัวเองขอลดราคาลง เหลือเดินวันละ 8 รอบสนาม คิดเป็นระยะทาง 3.2 กิโลเมตร ใช้เวลา 38 นาทีคำนวณได้ว่าผมใช้ความเร็วในการเดินประมาณ 5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

    เคยได้ยินผู้รู้กล่าวว่าการเดินเพื่อออกกำลังกายต้องเดินเร็วอย่างต่อเนื่อง ให้รู้สึกเหนื่อย ต้องให้เหงื่อออก ถ้าเดินช้าๆ แบบเดินลอยชาย หรือมัวแต่เดินกินลมชมธรรมชาติอยู่แล้วละก็ท่านว่า “เสียของ” คือ เดินเสียเวลาเปล่า ไม่บังเกิดผลดีต่อสุขภาพของผู้เดินมากนัก

    เมื่อได้ฟังผู้รู้พูดดังนั้น ในตอนแรกผมก็ใจเสีย สู้อุตส่าห์เดินเป็นกิจวัตรประจำวันอย่างนี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 หรือ พ.ศ.2543 นับถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 12 ปีแล้ว ในช่วงแรกๆ ผมเดินวันละเกือบชั่วโมง ไม่ได้ลดทอนระยะเวลาเดินให้เหลือเพียง 40 นาทีอย่างทุกวันนี้ด้วยซ้ำ ถ้าเดินช้าด้วยอัตรา 5 กม./ชม. อย่างนี้เป็นการ “เสียของ” ระยะทางที่ผมเดินปีละประมาณ 1,000 กิโลเมตร สิบปีก็เป็นระยะทางถึงหมื่นกิโลเมตร พอๆ กับเดินรอบประเทศไทยได้สักสองสามรอบก็เสียไปโดยไม่เกิดประโยชน์โภชน์ผลอะไรเลยล่ะสิ

    อย่าเสียใจ เดินช้าไปก็ไม่เสียของ

    ผมคิดมากอยู่เหมือนกันเรื่องการเดินออกกำลังกายของตัวเอง เป็นเรื่องธรรมดานะครับ เมื่อลงทุนทำอะไรไปแล้ว เราก็ย่อมหวังที่จะได้ผลตอบแทนกลับคืนมาบ้าง เราลงทุนตื่นเช้า  เปลี่ยนชุดแต่งกายเป็นชุดเดิน หาถุงเท้ารองเท้ากีฬาดีๆ มาใส่ ลงทุนเดินเป็นประจำทุกเช้าอย่างนี้แล้ว อาจจะ “เสียของ” จริงๆ อย่างที่ท่านว่าก็ได้ เพราะผมเดินมาไกลนับหมื่นกิโลแล้ว  คอเลสตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ก็ยังไม่ลด เอชดีแอล หรือคอเลสตอรอลชนิดดีก็ยังไม่เพิ่ม พุงของผมที่ป่องเหมือนผู้หญิงท้องเก้าเดือนอยู่อย่างไร ก็อยู่อย่างนั้น จนมีเพื่อนให้สมญานามผมว่าเป็น “ชายวัยทอง ท้องเก้าเดือน” เดินมานับหมื่นกิโลแล้ว รูปลักษณ์ยังคงเหมือนสตรีมีครรภ์แก่ไม่ยอมคลอดสักที

    แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ เพื่อไม่ให้เสียของ จะเปลี่ยนเป็นวิ่งเหยาะๆ หรือจ๊อกกิ้ง ผู้รู้ท่านก็กล่าวว่าไม่เหมาะกับผู้สูงอายุเพราะแรงกระแทกเมื่อเท้ากระทบพื้น จะทำให้กระดูกโดยเฉพาะส่วนที่เป็นข้อต่อ ทั้งข้อเท้าและข้อเข่าเสียหายได้

    ถ้าเช่นนั้น จะทำอย่างไรดีล่ะ ในที่สุดผมก็ให้คำตอบแก่ตัวเองว่า “ก็ทำใจให้ได้สิ ดีที่สุด” ทำใจให้พอใจกับสิ่งที่เราทำอยู่ เราชอบของเราแบบนี้ จะให้เดินเร็วขึ้นอีกสักหน่อยคงพอได้ แต่จะให้เดินเร็วต่อเนื่องถึงขนาดหัวใจเต้นตุ้บตุ้บแรงๆ แล้วเหนื่อยจนเหงื่อโซมกาย เราก็ไม่อยากจะลงทุนลงแรงถึงขนาดนั้น

    เดี๋ยวนี้ ผมเดินเร็วขึ้นใช้ท่าเดินที่ตำราบอกว่าเป็นการเดินแบบแอโรบิค คือ ตัวตรง แขนงอ 90 องศาตรงข้อศอกตลอดการเดิน ก้าวเท้ายาวๆ รักษาความเร็วให้สม่ำเสมอ เดินด้วยท่านี้ ไม่เหนื่อยแต่ก็พอได้เหงื่อซึมๆ

    ผมมีความสุขในการเดินตอนเช้า เดินไปก็คิดไป เรื่องที่คิดเวลาเดินก็มักไม่ใช่ปัญหาหนักสมอง คิดเรื่องงานบ้าง คิดเรื่องประสบการณ์ดีๆ ที่พบมาในชีวิตบ้าง เคยเดินร้องเพลง ทั้งร้องออกเสียงและร้องในใจ เคยเดินไปสวดมนต์ไป หลายครั้งที่
แต่งกลอนได้เวลาเดิน และที่ดีมากๆ อีกอย่างหนึ่ง คือ อากาศบริสุทธิ์ยามเช้า สูดเข้าไปแล้วทำให้ใจเราสดชื่นยิ่งนัก

    เมื่อยังไปเดินเป็นประจำที่พุทธมณฑล ผมชอบธรรมชาติและต้นไม้ที่นั่น เช้าตรู่ได้ยินนกร้องประสานเสียง ได้ยินเสียงกระรอกร้องกร้อกกร้อกอยู่ตามต้นไม้ มีความสุขที่ได้เห็นความงดงามของพระพุทธรูปปางลีลา “พระศรีศากยทศพลญาณประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์” จากมุมต่างๆ และได้เห็นผู้คนมากมายมาเดินออกกำลังกายด้วยอัตราไม่เร็วนักเช่นเดียวกับเรา

    ผมเห็นข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการเดินไม่เร็วอย่างที่ผมทำอยู่ เมื่อไปค้างแรมต่างจังหวัด ผมจะหาโอกาสเดินยามเช้า การออกเดินตอนเช้าทำให้ผมได้เห็นสิ่งที่คิดว่าไม่มีโอกาสได้เห็นถ้าไม่ใช้วิธีเดิน ในเมือง ผมได้เห็นชีวิตของคนเมืองนั้น ยามเช้าได้เดินเข้าไปในตลาดสด เห็นสินค้าอาหารที่วางขาย ผ่านร้านค้ารถเข็นขายอาหารเช้า ได้เห็นชีวิตผู้คนตามซอกมุมเมืองที่ไม่มีทางจะเห็นได้ถ้าเรานั่งรถผ่านไปตามถนนอย่างรวดเร็ว

ตามชนบท ผมได้เห็นธรรมชาติยามเช้าของท้องถิ่นนั้น  ต้นไม้ ดอกหญ้า และผู้คน ยามเช้าชนบททุกแห่งจะมีอากาศสดชื่น ข้อไม่ดีของการเดินในชนบท คือ สุนัขบางตัวที่ไม่เป็นมิตรกับคนแปลกหน้า แม้เราจะพูดจากับเขาอย่างเป็นมิตร บางทีเขาก็ไม่เล่นด้วยและไม่ฟังเรา ยิ่งถ้าพวกเขาอยู่กันหลายตัวและเห็นเราไม่มีอาวุธ ก็อาจมีตัวที่นิสัยไม่ดีแสดงความเป็นผู้นำอวดเพื่อนด้วยการนำพวกเห่ากรรโชกหรือรี่เข้าใส่ประสบการณ์เช่นนี้เป็นบทเรียนสอนให้ผมรู้ว่า ถ้าจะเดินยามเช้าในพื้นที่ที่มีสุนัขแล้ว ให้หาท่อนไม้ขนาดเหมาะมือถือติดมือไปด้วย เดินไปกวัดแกว่งอาวุธท่อนไม้ไปก็เป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับการออกกำลังกายของเราขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง

ผลของการเดินออกกำลังกาย

ขณะนี้ยังประเมินไม่ได้ว่าการเดินยามเช้าที่ทำมาเป็นประจำเกินสิบปีของผม จะมีผลต่อสุขภาพมากน้อยอย่างไร
ผมยังไม่ได้คิดถึงตัวชี้วัดของผลกระทบที่จะได้รับจากการเดินนี้ผมยังไม่ได้หาวิธีเปรียบเทียบว่าถ้าผมไม่มีพฤติกรรมเดินเป็นประจำเช่นนี้แล้วอะไรจะเกิดขึ้น  มีโรคภัยไข้เจ็บอย่างไรหรือไม่ถ้าไม่ได้เดิน  น้ำหนักตัวใกล้ 80 กิโลกรัมอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงไปกว่านี้หรือไม่อย่างไร

ทุกวันนี้ผมพยายามเกลี้ยกล่อมชักชวนให้ตัวเองเชื่อว่า“เรากำลังเดินหนีความตาย” แม้เราจะรู้ดีว่าไม่มีใครหนีความตายได้พ้น คนเราเกิดมาแล้วต้องตาย อย่างผม นานที่สุดแล้วก็มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน 40 ปี ความตายก็จะไล่ทัน หรือเร็วที่สุด ก็อาจเป็นวันนี้ พรุ่งนี้ หรือในปีนี้ ปีหน้าที่ผมจะต้องจากโลกนี้ไป

ความตายกำลังตามหลังเรามาติดๆ ผมเชื่อว่าที่ผมเดินออกกำลังกายและออกกำลังใจอยู่ทุกวันนี้เป็นการเขยิบหนีความตายให้มีระยะห่างออกมาอีกสักหน่อย เท่ากับผมไม่ยอมอยู่นิ่ง ไม่ปล่อยให้ความตายก้าวเข้ามาถึงตัวได้ง่ายเกินไป

ไม่รู้ว่าผมจะมีแรงเดินยามเช้าเพื่อหนีความตายอย่างนี้ไปได้อีกนานเท่าไร

ผมรู้ว่าเมื่อแก่ตัวลง สังขารก็ย่อมเสื่อมลง แม้ใจอยากจะเดิน แต่วันหนึ่งสังขารย่อมไม่เอื้อให้เราเดินได้ตลอดไป

เช้าวันหนึ่ง เมื่อตื่นขึ้นมาแล้ว ผมคงจะบอกตัวเองว่า “วันนี้เราเดินต่อไปไม่ไหวแล้ว” หรือไม่ก็ . . . เช้าวันหนึ่งผมก็ไม่ตื่นขึ้นมาเดินอีกต่อไป

Since 25 December 2012